กิจกรรมที่ 2
ศึกษาประวัติการศึกษาของประเทศไทย แล้วนำมาวิเคราะห์ตามประเด็นต่อไปนี้
2.1 ศึกษาแผนการศึกษาของประเทศไทยตั้งแต่ฉบับแรก ถึง ปัจจุบัน
ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของทฤษฎีหลักสูตร
ตอบหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ
พ.ศ.2475 เป็นต้นมา รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยแต่ละคณะ ต่างก็ได้พยายามทำนุบำรุงและพัฒนาการศึกษาตลอดมา
และได้มีการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ
เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านการศึกษาขึ้น ซึ่งนับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมา
ได้มีการใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ ดังนี้
1)
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2475
ในแผนการศึกษาฉบับนี้เน้นด้านการศึกษา
3 ส่วน คือ จริยศึกษา เป็นการอบรมศีลธรรมอันดีงาม พุทธิศึกษา ให้ปัญญาความรู้ และพลศึกษา
เป็นการฝึกหัดให้เป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์
2.
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2479
แผนการศึกษาฉบับนี้ได้ปรับปรุงมาจากแผน
ปี พ.ศ.2475 เนื่องจากว่าแผนการศึกษาฉบับปี พ.ศ. 2475 นั้น
มีระยะเวลาในการศึกษาสายสามัญ นานเกินสมควร คือต้องเรียนสายสามัญ 12 ปี
และยังต้องเข้าเรียนต่อสายวิสามัญอีก แผนการศึกษาปี พ.ศ. 2479
นี้กำหนดระยะเวลาของการเรียนชั้นประถมศึกษาเพียง 4 ปี ทั้งนี้
เป็นเพราะต้องการเร่งรัดให้ประชาชนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับถึงกึ่งหนึ่งโดย
เร็วโดยปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเน้นให้การศึกษาทั้ง 3 ด้าน
3.
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2494
ในแผนนี้ได้เพิ่ม หัตถกรรม
คือการฝึกหัดอาชีพและการประกอบอาชีพเข้ามาอีกรวมเป็น 4 ส่วน จึงเป็น “องค์สี่แห่งการศึกษา”
คือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา
(ได้อิทธิพลปรัชญาการศึกษาแบบอเมริกัน) และได้มีการกล่าวถึงการศึกษาพิเศษ
และการศึกษาผู้ใหญ่ด้วย แผนการศึกษาฉบับนี้ได้ยกฐานะกองโรงเรียนประชาบาลในกรมสามัญศึกษาขึ้นเป็นกรมประชาบาลศึกษา
เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาพิเศษ
นอกจากนี้ยังมีความพยายามขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปีอีกด้วย
4.
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503
แผนนี้ได้นำเอาแผนการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2494 มาปรับปรุงใหม่ เพื่อสนองความต้องการของสังคมและบุคคล
โดยให้สอดคล้องกับการปกครองประเทศ แผนฯนี้ได้ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปี
จัดเน้นให้การศึกษา 4 ส่วน และได้จัดระบบการศึกษา เป็น 7:3:2 (ประถม 7 ปี
(ศึกษาภาคบังคับ) มัธยมต้น 3 ปี มัธยมปลาย 2 ปี)
แผนนี้มีอายุการใช้ยาวนานที่สุดถึง 16 ปี
5.
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2512
ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความ ประกาศเรื่อง แผนการศึกษาแห่งชาติ ความว่า
“การจัดให้มีสถานศึกษานั้น รัฐใช้วิธีแบ่งแยก คือ รัฐจัดเองบ้าง
และส่งเสริมให้คณะบุคคลหรือเอกชนจัดบ้าง”
6.
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2520
แผนนี้ต้องการปรับปรุงแผนการศึกษาให้สนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงในสังคม
เพื่อสามารถอบรมพลเมืองให้ตระหนักและเห็นคุณค่าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
จัดระบบการศึกษาเป็น 6:3:3 โดยได้ลดชั้นประถมลง 1 ปี และเพิ่มชั้นมัธยมปลาย 1 ปี
เท่าระบบปัจจุบัน แต่เวลาเรียนยังเป็น 12 ปี
แผนการศึกษาฉบับนี้ยังได้ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นพิเศษ อีกด้วย
แผนการศึกษาแห่งชาติ 2520 นี้
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารประถมศึกษาครั้งใหญ่
7.
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2535
แผนนี้ได้ปรับปรุงมาจากแผนการศึกษา พ.ศ.2520
เพื่อให้ระบบการศึกษาสนองตอบความต้องการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน สังคมไทยอย่างรวดเร็ว
และสร้างความสมดุลในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม
สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการศึกษาในระบบ 6:3:3
โดยมุ่งจัดการศึกษาที่เน้นการพัฒนาบุคคลใน 4 ด้านอย่างสมดุลและกลมกลืนกัน คือ
ด้านปัญญา ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย และด้านสังคม
ตลอดจนมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและสามารถพึ่งตนเองได้
8.
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2545-2559
เรื่องสำคัญที่ครูทุกคนจำได้ในแผนนี้ คือสอนให้นักเรียน เก่ง ดี มีสุข
วัตถุประสงค์
1 : พัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 1 :
การพัฒนาทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตให้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 2 : การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 3 : การปลูกฝังและเสริมสร้าง ศีลธรรม คุณธรรม
จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในระบบวิถีชีวิตที่ดีงาม
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 4 : การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพึ่งพาตนเอง
และเพิ่มสมรรถนะการแข่งขันในระดับนานาชาติ
วัตถุประสงค์
2 : สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้
แนวนโยบาย
เพื่อดำเนินการ 5 : การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมความรู้ ความคิด
ความประพฤติ และคุณธรรมของคน
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 6 : การส่งเสริมการวิจัยและการเรียนรู้ของสังคมไทย
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 7 : การสร้างสรรค์
ประยุกต์ใช้และเผยแพร่ความรู้และการเรียนรู้ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
วัตถุประสงค์
3 : เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม
ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 8 : การส่งเสริมและสร้างสรรค์ทุนทางสังคม วัฒนธรรม
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บนฐานของศาสนาภูมิปัญญาท้องถิ่น/ไทย
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 9 : การจำกัด ลด
ขจัดปัญหาทางโครงสร้างที่ก่อให้เกิดและ/หรือคงไว้ซึ่งความยากจน ขัดสน
ด้อยทั้งโอกาสและศักดิ์ศรีของคนและสังคมไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 10 :
การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศ
แนวนโยบายเพื่อดำเนิน การ 11 : การจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนทางการศึกษา
ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคนและสังคมไทย
9. แผนการศึกษาแห่งชาติ
ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2552-2
เป็นการปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545-2559
ที่ใช้มาแล้วครึ่งทางและยังเหลือระยะเวลาอีกกว่า 7 ปี
สาระสำคัญของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 - 2559)
ปัจจุบันแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์
แต่เนื่องจากแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับเดิม (พ.ศ. 2545 - 2559) นั้น
เป็นแผนระยะยาวที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
จึงเห็นควรให้คงปรัชญาหลัก เจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ของแผนฉบับเดิมไว้ แล้วปรับปรุงในส่วนของนโยบายเป้าหมาย
และกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ปรัชญาหลักและกรอบแนว
การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 - 2559)
ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี
รู้จักพอประมาณ อย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้
เท่าทันโลก เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และความอยู่ดีมีสุขของคนไทย
เกิดการบูรณาการแบบองค์รวม ที่ยึด “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมี
“ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นแผนที่บูรณาการ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม
และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษากับการพัฒนาด้านต่าง
ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี เป็นต้น โดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
เจตนารมณ์ของแผน
แผนการศึกษาแห่งชาติมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่ง
(1)
พัฒนาชีวิตให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต
สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” และ
(2)
พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งและมีดุลยภาพใน 3 ด้าน คือ
เป็นสังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้
และสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน
วัตถุประสงค์ของแผน
เพื่อให้บรรลุตามปรัชญาหลักและเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ
ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 -2559) จึงกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนฯ ที่สำคัญ 3 ประการ
ดังนี้
1.
พัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา
2.
เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
3.
เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้
แนวนโยบาย
เป้าหมาย และกรอบการดำเนินงาน
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามประการดังกล่าว
ประกอบกับการคำนึงถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตที่เน้นการใช้ความรู้เป็น
ฐานของการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประชากร สิ่งแวดล้อม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้กำหนดแนวนโยบายในแต่ละวัตถุประสงค์ ดังนี้
วัตถุประสงค์
1 พัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุล เพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนาแนวนโยบาย
1.1
พัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกระดับและประเภทการศึกษา
1.2
ปลูกฝังและเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
มีจิตสำนึกและมีความภูมิใจในความเป็นไทย มีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ
คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และรังเกียจการทุจริต ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
1.3
เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตได้มีโอกาส
เข้าถึงบริการการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ
ยากจน อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ทุรกันดาร
1.4
ผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และร่วมมือกับนานาประเทศ
1.5
พัฒนามาตรฐานและระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
ทั้งระบบประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก
1.6 ผลิตและพัฒนาครู
คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานมีคุณธรรม
และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
วัตถุประสงค์
2 สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้แนวนโยบาย
2.1
ส่งเสริมการจัดการศึกษา อบรม และเรียนรู้ของสถาบันศาสนา
และสถาบันทางสังคมทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศรัย
2.2
ส่งเสริมสนับสนุนเครือข่ายภูมิปัญญา และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม
พลศึกษา กีฬาเป็นวิถีชีวิตอย่างมีคุณภาพและตลอดชีวิต
2.3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้
นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา พัฒนาระบบบริหารจัดการความรู้
และสร้างกลไกการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์
วัตถุประสงค์
3 พัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคม เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม
ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
แนวนโยบาย
3.1
พัฒนาและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา
และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3.2
เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยเร่งรัดกระจายอำนาจการบริหารและจัดการศึกษาไปสู่สถานศึกษา
เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3.3
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ประชาชน ประชาสังคม
และทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารจัดการศึกษา และสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา
3.4
ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ และการลงทุนเพื่อการศึกษา ตลอดจนบริหารจัดการ
และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
3.5
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าประเทศด้านการศึกษา พัฒนาความเป็นสากลของการศึกษา
เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน
และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันสามารถอยู่ร่วมกันกับพลโลกอย่างสันติสุข
มีการพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน
การบริหารแผนสู่การปฏิบัติ
แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการนำแผนสู่การปฏิบัติ
เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ที่เน้นเป้าหมาย 3
ด้าน คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริการและจัดการศึกษา
ตลอดจนคำนึงถึงความสอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
จึงเห็นควรกำหนดระยะเวลาดำเนินงานบริหารแผนสู่การปฏิบัติเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1
แผนงานรีบด่วน ระหว่างปี 2552 - 2554 ให้เร่งดำเนินการตามข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง
โดยให้มีการจัดทำแผนเพื่อพัฒนาการศึกษาตามประเด็นเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษา
ได้แก่ 1) แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
2)
แผนขยายโอกาสทางการศึกษา และ
3)
แผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา รวมทั้งควรมีการสร้างกลไกเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการศึกษาแห่งชาติ
ระยะที่ 2
ระหว่างปี 2552 - 2559 ให้เร่งดำเนินการตามนโยบายทั้ง 14 ด้านให้บรรลุผลตาม
เป้าหมายที่กำหนดไว้ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนฯ เมื่อสิ้นสุดระยะที่ 1
และระยะที่ 2 รวมทั้งการเตรียมการร่างแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ต่อไป
นอกจากนี้
ให้มีการจัดทำกรอบทิศทางการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลา 5 ปี
เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในภาพรวม
และแผนพัฒนาการศึกษาแต่ละระดับ/ประเภทการศึกษา ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ได้แก่ แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนพัฒนาการอาชีวศึกษา แผนพัฒนาการอุดมศึกษา
เป็นต้น
ในระดับจังหวัด/กลุ่มจังหวัด
ให้มีการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และในระดับเขตพื้นที่การศึกษา
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา
ให้มีการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาแผนพัฒนาการศึกษาองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา
ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของทฤษฎีหลักสูตร
ทฤษฎีหลักสูตรมีหน้าที่ ดังนี้
1. บรรยาย (Description)
การบรรยาย
เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับ การจัดหมวดหมู่ หรือจัดจำแนกประเภทของความรู้
ที่มีรายละเอียดตามทฤษฎี ซึ่งมีการปรับแต่งโครงสร้าง ด้วยการแปลความหมายของแต่ละคน
ที่มีความซับซ้อนของกิจกรรมที่สามารถปรับได้ โดยสรุปเป็นการจัดการ และสรุปความรู้
2. ทำนาย (Prediction)
การทำนาย
ทฤษฎีสามารถทำนายเหตุการณ์ ทั้งที่เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด ทั้งนี้อาศัยพื้นฐาน
หลักการอธิบายเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน
บางครั้งการทำนายเป็นการทำหน้าที่ของทฤษฎีที่อยู่เหนือความคาดหมาย
3. อธิบาย (Explanation)
การอธิบาย
คำว่า “ทำไม” ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์
แต่ไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะ ทั้งสิ่งที่ชัดแจ้ง หรือสิ่งที่แฝงอยู่
ที่เป็นเหตุผลในสัมพันธภาพนั้น
4. แนะแนว (Guidance)
ทฤษฎี
ทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับการแนะแนว ทฤษฎีช่วยนักวิจัยเลือกข้อมูล
เพื่อการวิเคราะห์และสร้างข้อสรุปจากข้อมูล ทฤษฎีจึงส่งเสริมการค้นคว้าต่อเนื่อง
2.2 วิเคราะห์ พระราชบัญญัติการศึกษาของประเทศไทย กับทฤษฎีหลักสูตร
ตอบ
พ.ร.บ.การศึกษาของประเทศไทย
|
ทฤษฎีหลักสูตร
|
1.
เกิดจากการศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายปฏิรูประบบราชการ
|
1. อธิบายตามความเป็นจริง เห็นความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริงต่างๆ กฎ
หรือสมมติฐานที่แสดงความสัมพันธ์ในเชิงระบบ
|
2. เป็นกฎหมายที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ผู้สนองพระบรมราชโองการ
คือนายกรัฐมนตรี
|
2. ได้มาจากการศึกษาวิจัย หรือการคิดแบบอุปนัย หรือ นิรนัย
|
3. ร่างโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านการประชาพิจารณ์
|
3. ได้มาจากหลายสาขาวิชา เช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา มนุษย์วิทยา และปรัชญา
|
4.
บัญญัติไว้เป็นหมวด เพื่อให้บุคคล องค์กร หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องยึดถือ
และปฏิบัติตาม เช่น หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา หมวด
3 ระบบการศึกษา เป็นต้น
|
4. การสร้างทฤษฎี ต้องอาศัยระเบียบวิธีวิจัย การตั้งสมมติฐาน
การทดสอบสมมติฐาน การยืนยันข้อมูล
|
5. ทฤษฎีเป็นความสัมพันธ์ของสัญลักษณ์
ข้อเท็จจริง หรือถ้อยคำที่สามารถจัดจำแนกเป็นมโนทัศน์หลัก และหลักการทั่วไป
|
|
6.
เป็นหลักการ กฎเกณฑ์ เกี่ยวข้องกับการศึกษา
สิ่งที่เกิดขึ้นและการทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหลักสูตร
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น