ข้อสอบกลางภาควิชา 462 201 การพัฒนาหลักสูตร
ข้อที่ 1. เมื่อมีความจำเป็นในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
นักศึกษาจงนำเสนอ แนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่มีรายละเอียดข้อมูล ประกอบแผนภูมิ
ตามประเด็นต่างๆ
โดยเขียนอธิบายในลักษณะกระบวนการปฏิบัติงานกลุ่มในการเรียนรู้วิชานี้ ดังต่อไปนี้
1.1)
คณะกรรมการ
พัฒนาหลักสูตร โดยระบุบทบาทหน้าที่ และขอบข่ายการปฏิบัติงาน
คำตอบคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
ควรมาจากผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพโรงเรียน
สภาพของผู้เรียน และสภาพสังคม ซึ่งบุคคลนั้นต้องเป็นบุคคลที่มาจากหลายฝ่ายด้วยกัน
เช่น นักการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร ครูผู้สอนนักเรียน ผู้ปกครองชุมชน
และนักพัฒนาหลักสูตร เพื่อที่จะทำให้ได้หลักสูตรที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนมากที่สุดโดยคณะกรรมการหลักสูตรจะต้องทำความเข้าใจในประเด็นดังนี้
1.โรงเรียนจะเป็นเลิศด้านใดบ้าง
มีวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายอย่างไร
2.หลักสูตรสถานศึกษาเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด
3.จัดการศึกษาตามแนวคิดใด
4.ประเมินการเรียนรู้อย่างไร
โดยมีขอบข่ายทางการศึกษาในประเด็น
ดังนี้
1.การศึกษาสภาพและความต้องการของท้องถิ่น
2.การศึกษาสภาพและความต้องการของผู้เรียน
3.การศึกษาศักยภาพของโรงเรียน
4. ศึกษาหลักสูตรแม่บท
โดยคณะกรรมการหลักสูตรนั้นจะประกอบด้วยคณะกรรมการแต่ละด้านโดยเน้นว่าแต่ละคณะกรรมการต้องทำงานควบคู่กันไป
ดังนี้
คณะกรรมการอำนวยการ
เป็นผู้นำทีมในการพัฒนาหลักสูตรจะมีหน้าที่ในการศึกษาสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรทั้งในด้าน
สังคม จิตวิทยา และ
ปรัชญาโดยมีบทบาทในพัฒนาหลักสูตรประสานองค์ความรู้และประสานความคิดทั้ง 3 ด้านให้เป็นหนึ่งเดียวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ดังนี้
1)
เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางด้านสังคม จิตวิทยา ปรัชญา
มาบรรจุในหลักสูตรอย่างสอดคล้องกัน
2)
ทำหน้าที่ในการดูแลและติดตามการทำงานของคณะกรรมการแต่ละชุด
3) เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาหลักสูตรของคณะกรรมการแต่ละชุดและทำหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร
4)
คณะกรรมการอำนวยการนั้นมีหน้าที่ในการปรึกษาหารือกับสมาชิกในกลุ่มชี้แจ้งถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละชุดว่ามีหน้าที่อะไรบ้างและมีแนวทางการดำเนินหน้าที่นั้นๆให้บรรลุผลอย่างไร
โดยแบ่งเป็นแต่ละฝ่ายดังนี้
1.คณะกรรมการสังคม
ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมของผู้เรียนเพื่อเป็นการปรับปรุงและเพิ่มเติมในส่งที่ผู้เรียนขาดโดยทั่วไปสังคมไทยนั้นมีสังคมอยู่ 2 แบบ คือ สังคมชนบทที่มักจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมและสังคมในเมืองที่มักจะประกอบอาชีพอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสังคมร่มไม้ที่จะกำหนดหลักสูตรอย่างไรให้สอดคล้องกับสังคมของผู้เรียนอันจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนได้ดีมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่คณะกรรมการสังคมจะต้องทราบ
โครงสร้างทางสังคมผู้เรียนที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับธรรมชาติมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตัวหลักสูตรอาจจะเน้นการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว
เป็นต้น
ในส่วนผู้เรียนที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมถ้าเป็นหลักสูตรที่เน้นตัววิชาการให้โรงเรียนเป็นรากฐานทางวิชาการก็อาจจะฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์อาจจะใช้จากสภาพปัญหาที่พบในสังคมก็เป็นได้
ค่านิยมในสังคม
เนื่องจากการศึกษาเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมดังนั้นค่านิยมที่มาเหมาะสม
ดังเช่น ค่านิยมในความเฉื่อยชา การถือฐานุรูป การถือความสัมพันธ์ส่วนตัว
อำนาจและความใจเย็น ค่านิยมเหล่านี้ก็ควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยและการปรับเปลี่ยนในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น
ธรรมชาติของคนไทยในสังคม
ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคม ดังนี้
-
การยึดมั่นตัวบุคคลมากกว่าหลักการและเหตุผล
-
ยกย่องผู้ที่มีความรู้หรือได้รับการศึกษาสูง
- เคารพและคล้อยตามผู้มีวัยวุฒิสูง
-
รักความอิสระและการทำงานตามลำพัง
-
มีลักษณะไม่กระตือรือร้น
เน้นว่าการพัฒนาหลักสูตร
ควรคำนึงถึงลักษณะธรรมชาติ บุคลิกของคนในสังคม
โดยพิจารณาว่าลักษณะใดควรจะคงไว้หรือปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
เพราะตัวหลักสูตรเองก็จะเป็นแนวทางการสร้างลักษณะสังคมในอนาคต
การชี้นำสังคมในอนาคต
ตัวหลักสูตรควรมีการชี้นำสังคมไทยในอนาคตด้วยเพื่อสามารถนำไปใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสังคมในแบบที่ต้องการและเหมาะสมกับผู้เรียนโดยอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน นักวิชาการท้องถิ่น เป็นต้น
บทบาทของคณะกรรมการสังคม
1. ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ
สอบถามนักเรียนถึงสภาพความเป็นอยู่ทางสังคม โดยใช้เครื่องมือเช่น การสอบถามทางตรง
การดูจากสมุดประจำตัวผู้เรียน
2. เขียนถึงรูปแบบที่จะใช้ในการพัฒนาหลักสูตรว่าควรใช้รูปแบบใดทั้งนี้รูปแบบนั้นควรมีความหลากหลายและตอบสนองต่อผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
3. ตรวจสอบหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพสังคม
4.
นำหลักสูตรไปให้คณะกรรมการแต่ละชุดตรวจสอบให้สอดคล้องกัน
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสังคม
1. ประสานงานกับครูประจำชั้นในการถามถึงรายละเอียดทางด้านสังคมของผู้เรียนโดยดูจากสมุดประจำตัว
การสอบถามจากผู้เรียนหรือผู้ปกครองโดยตรง
2. หลังจากที่ได้ประมวลถึงสภาพสังคมแล้วก็นำมาเป็นแนวทางในการเขียนหลักสูตรให้สอดคล้องกับผู้เรียน
เช่น ผู้เรียนในสังคมเกษตรกรรม
ก็เน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในท้องถิ่นกับปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เรียนสังคมอุตสาหกรรม
เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ และทักษะทางวิชาการ เป็นต้น
3. ตรวจสอบการพัฒนาหลักสูตรภายในคณะกรรมการสังคมร่มไม้และคณะกรรมการแต่ละชุดเพื่อนำมาแก้ไขต่อไป
2.คณะกรรมการทางด้านจิตวิทยา
กระบวนการทางด้านจิตวิทยาต่อการพัฒนาหลักสูตรว่าจะดำเนินงานเน้นผู้เรียนทางด้านใดเพื่อให้เข้ากับธรรมชาติของผู้เรียนและการจัดหลักสูตรที่เหมาะสม
โดยต้องอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ทั้ง 3 กลุ่ม คือกลุ่มพฤติกรรมนิยม
กลุ่มปัญญานิยม กลุ่มมนุษยนิยม เป็นต้น
สิ่งที่คณะกรรมการจิตวิทยาจะต้องทราบ
1.วุฒิภาวะ วุฒิภาวะประกอบด้วยวุฒิภาวะทางด้านร่างกาย
วุฒิภาวะทางด้านจิตใจโดยทั้งสองด้านนี้ต้องพัฒนาควบคู่กันไป
2.การเรียนรู้
การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์
ซึ่งการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ จากการเรียนรู้ทำให้เราสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆในชีวิตและระเบียบแบบแผนของสังคมทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
บทบาทของคณะกรรมการจิตวิทยา
1.ดำเนินการศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยา
2.กำหนดแนวทางของหลักสูตรด้านจิตวิทยาโดยอิงกับคณะกรรมการทุกๆด้าน
3.นำรูปแบบทางด้านจิตวิทยาที่พัฒนาร่วมกันไปปรึกษาคณะกรรมการแต่ละชุด
พร้อมทั้งปรึกษาผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ
4.กำหนดรูปแบบ
กิจกรรมแนวทางการสนับสนุนให้แนวคิดทางจิตวิทยาบรรลุผล
5.ดำเนินการตรวจสอบ
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจิตวิทยา
1.ศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยาต่างๆและนำมาอิงกับหลักสูตรที่เราจะพัฒนาโดยในการนี้ควรมีการทำงานเป็นกระบวนการคิดเลือกแนวคิดทางจิตวิทยาที่เหมาะสมที่สุด
2.ศึกษาสภาพสังคมของผู้เรียนว่ามีสภาพสังคมเป็นแบบใดแล้วนำมาพัฒนาในหลักสูตรต่อไป
เช่น โรงเรียนที่มีสภาพสังคมเป็นรากฐานแห่งปัญญาชุมชน มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นบุคลากรที่มาพัฒนาสังคมต่อไป
ก็อาจจะเป็นหลักสูตรที่เน้นใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาสาขา ปัญญานิยม
3.กำหนดรูปแบบแนวทางการใช้หลักสูตร
กำหนดกิจกรรมให้รองรับกับกับแนวคิดทางจิตวิทยา
4.การตรวจสอบคุณภาพทางด้านจิตวิทยาโดยคณะกรรมการแต่ละชุดและผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
5.หากแนวคิดมีความเหมาะสมก็ดำเนินการามาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรแต่ถ้าหากยังไม่เหมมะสมก็นำมาแก้ไขปรับปรุงต่อไป
3.คณะกรรมการปรัชญา
ปรัชญามีส่วนสำคัญต่อการสร้างหรือการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาหลักสูตรต้องใช้ปรัชญาในการช่วยกำหนดจุดประสงค์ในการจัดหลักสูตรการสอนสำหรับผู้เรียนโดยคณะกรรมการก็ควรที่จะศึกษาถึงความต้องการของโรงเรียน
สภาพทางสังคม จิตวิทยา วิชาการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วย
บทบาทของคณะกรรมการปรัชญา
1.ทำการปรึกษาหารือในแนวทางที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
2.ศึกษาข้อมูลทางด้านปรัชญาการศึกษา
3.เขียนแนวทางการพัฒนาหลักสูตรทางด้านปรัชญาการศึกษา
4.ตรวจสอบรวมกันพร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสม
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการปรัชญา
1.ภายในคณะกรรมการการพัฒนาหลักสูตรควรศึกษาถึงความเหมาะสมทางด้านต่างๆที่จะนำมาใช้ในการเลือกปรัชญาการศึกษาโดยต้องให้สอดคล้องกับสภาพสังคมของผู้เรียนและโรงเรียน
รวมถึงด้านจิตวิทยา ด้านวิชาการ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.ศึกษาข้อมูลทางด้านปรัชญาการศึกษาที่เลือกให้เหมาะสมกับการที่จะนำมาพัฒนาหลักสูตร
3.กำหนดทิศทางการสร้างหลักสูตรการศึกษาโดยอิงกับปรัชญาการศึกษาที่เลือกไว้
ทั้งนี้ควรกำหนดถึงรูปแบบการสอน กิจกรรม และ
สื่อที่เลือกมาใช้ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
4.ทำการตรวจสอบโดยกระบวนการกลุ่มเพื่อนำมาสู่ปรัชญาการศึกษาที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนคณะกรรมการปฏิบัติงาน
คณะกรรมการปฏิบัติงานจะเป็นผู้ทำให้หลักสูตรเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นโดยคณะกรรมการปฏิบัติงานมีดังนี้
1.คณะกรรมการทางด้านวิชาการ
ทำหน้าที่ในการศึกษาข้อมูลในรายวิชาเหล่านั้นและจับข้อมูลทางด้าน สังคม จิตวิทยา
ปรัชญาลงในเนื้อหารายวิชาอีกซึ่งควรคำนึงธรรมชาติของผู้เรียน
ความต้องการและความสนใจโดยอิงกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
2.คณะกรรมการวิทยา-ไอซีทีก้าวไกล เมื่อได้เนื้อหาวิชาที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนแล้ว
ขั้นตอนต่อไปก็คือ
การนำเทคโนโลยีหรือสื่อมาใช้ในการเชื่อมโยงความรู้ไปสู่ตัวผู้เรียน
โดยสื่อที่นำมาใช้ต้องมีความเหมาะสมแก่ตัวผู้เรียนและความสามารถในการจัดหาของโรงเรียน
โดยอาศัยสิ่งที่มีอยู่มาสร้างสรรค์ให้เหมาะสมและต้องคำนึงถึงการที่จะนำไปใช้ได้จริง
จากรูปภาพ : กระบวนการพัฒนาหลักสูตรจะต้องเป็นกระบวนการการทำงานเป็นทีมมีกระบวนการร่วมกันซึ่งจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปมิได้เพื่อที่จะให้หลักสูตรเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนและสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
1.2) แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนหรือสถานศึกษา
เป็นหลักสูตรที่กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่ในกาจัดทำสาระของหลักสูตรที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน
สังคม และประเทศชาติ
โดยแบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรมีทั้งของนักวิชาการของไทยและต่างประเทศ ในที่นี้
ขอยกตัวอย่างของ Tylerดังนี้
มีจุดมุ่งหมายทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนตั้งใจจะก่อให้เกิดแก่ผู้เรียน การกำหนดจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆเพื่อการวิเคราะห์ปัจจัยคือ
นักเรียน สังคม และเนื้อหาสาระ
โดยจะนำเนื้อหาส่วนนี้มากลั่นกรองเพื่อให้ได้ตัวเนื้อหาที่เป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของหลักสูตร
โดยอาศัยพื้นฐานทางด้านปรัชญาการศึกษาและจิตวิทยาเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบและกำหนดขอบเขตว่าหลักสูตรนั้นตอบสนองผู้เรียนหรือสังคมอย่างไร
โดยในส่วนจุดมุ่งหมายนี้ต้องครอบคลุมหลักการที่คาดหวังว่าจะให้เกิดแก่ผู้เรียน
เช่น ทักษะของคนศตวรรษที่ 21หลักการ 3Rs และ 7Cs เป็นต้น
มีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้โดยในขั้นตอนนี้เป็นการเลือกเนื้อหาและกระบวนการจัดประสบการณ์แก่ผู้เรียนโดยต้องตอบสนองต่อจุดมุ่งหมายที่วางไว้
จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพ
เป็นการเลือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนที่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย
เช่น การเลือกการใช้สื่อที่เหมาะสม การสอนผู้เรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หรือการสอนแบบเน้นปัญหาเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนวิเคราะห์ เป็นต้น
ประเมินผลประสบการณ์อย่างไรจึงจะตัดสินใจได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
สิ่งที่จำเป็นในการประเมินผลที่
Tylerกล่าวไว้จะสรุปการประเมินเป็นด้านๆดังนี้
1.การประเมินตัวหลักสูตร
ว่าได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่และกระบวนการแบบใดที่ทำให้บรรลุหรือตอบสนองต่อการเรียนรู้นั้น
2.การประเมินจากเครื่องมือการประเมินหลักสูตร
ว่ามีความถูกต้อง แม่นยำหรือมีความเป็นปรนัยที่น่าเชื่อถือได้เท่าใด
ซึ่งการประเมินผลนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาผลการเรียนรู้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่มและดูความเหมาะสมเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป
1.3) การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
เป็นการตรวจสอบหลักสูตรเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง
ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบการใช้งานอย่างเป็นระบบมีการประชุมปรึกษางานกับผู้เชี่ยวชาญ
บุคลากรภายในที่พัฒนาหลักสูตร บุคลากรภายในสถานศึกษา
เพื่อตรวจสอบว่าองค์ประกอบต่างๆของหลักสูตร เช่นจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการสอน
คาบเวลาเรียน วิธีการวัดและประเมินผล มีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร
วัสดุหลักสูตร เช่น แผนการสอน สื่อการเรียนการสอนต่างๆ
มีความสอดคล้องกับหลักสูตรหรือไม่
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรในการตรวจดูองค์ประกอบดังกล่าว
บุคคลที่สามารถให้คำปรึกษาในการพัฒนาหลักสูตร
เช่น
1. ปรึกษาภายในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
เป็นกลุ่มบุคคลที่พัฒนาหลักสูตรขึ้นมา เช่น คณะครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง
คนในชุมชน เป็นผู้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
2. ปรึกษาผู้มีความชำนาญในหลักสูตร โดยอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าที่มีความเข้าใจและความชำนาญทางด้านหลักสูตรโดยตรง โดยให้ตรวจสอบ ด้านเนื้อหาสาระ ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน
3. ปรึกษารับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
2. ปรึกษาผู้มีความชำนาญในหลักสูตร โดยอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าที่มีความเข้าใจและความชำนาญทางด้านหลักสูตรโดยตรง โดยให้ตรวจสอบ ด้านเนื้อหาสาระ ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน
3. ปรึกษารับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
โดยการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
มีวิธีการดังต่อไปนี้ คือ
1.จุดประสงค์ของหลักสูตร
จุดประสงค์ หมายถึง
สิ่งที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนบรรลุผลหลังจากที่เรียนรายวิชานั้นๆแล้ว ทั้งนี้ควรศึกษาจากสภาพปัญหา
ความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่นและตรวจสอบดูว่าหลักสูตรที่พัฒนาออกมานั้นเน้นความต้องการทางด้านใดเป็นสำคัญและมีความสอดคล้องกันในประเด็น
พื้นฐานทั้ง 5 ด้าน คือ ปรัชญาทางการศึกษา, พื้นฐานทางด้านจิตวิทยา,
พื้นฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม, พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ
การเมือง การปกครอง และพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือไม่
พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะอย่างเหมาะสม
2.เนื้อหาสาระ
เป็นการตรวจสอบว่าเนื้อหาสาระนั้นมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของงหลักสูตรหรือไม่
และครอบคลุมส่วนที่เป็นความรู้และทักษะที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนอย่างไร
ทั้งนี้ตัวหลักสูตรจะเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องได้การรับเรียนรู้
ซึงควรมีความต่อเนื่องกับความรู้เดิมของผู้เรียน เนื้อหาควรเรียงลำดับอย่างชัดเจน
โดยต้องสอดคล้องกับอายุ ระดับชั้นของผู้เรียน มีการกำหนดระยะเวลาในการเรียนอย่างเหมาะสมให้สอนไดครบถ้วนตามคาบเวลา
และได้รับการถ่ายทอดจากผู้สอนควรคำนึงถึงลักษณะพื้นฐาน ความสนใจ
ความต้องการ ความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้เนื้อหานั้นควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม
3.การจัดรูปแบบการสอน
ควรกำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยพิจารณาจากจุดประสงค์แต่ละข้อ
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนหรือ
การจัดกิจกรรมไม่ควรมากหรือน้อยจนเกินไปและมีวิธีการจัดรูปแบบการสอนที่หลากหลาย
เพื่อให้เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน เช่น
การจัดรูปแบบการสอนโดยเน้นการใช้สื่อ
โสตทัศนวัสดุต่างๆ
เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นการจัดกิจกรรมที่เน้นใช้สื่อดังกล่าวควรคำนึงถึงความเหมาะสมในเนื้อหารายวิชาที่จะสอนการเรียนรู้ของผู้เรียน
รวมถึงความคุ้มค่าที่จะได้รับ
การจัดรูปแบบการสอนโดยเน้นกิจกรรม
เป็นการจัดรูปแบบที่เน้นให้ผู้เรียนได้คิดและได้ทำได้เปลี่ยนพฤติกรรมทางการเรียน
ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียน เกิดความสนใจไม่เบื่อหน่าย
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนนั้นควรคำนึงถึงตัวหลักสูตรว่าจะต้องการพัฒนาด้านใดเป็นสำคัญโดยเน้นให้สอดคล้องกับสภาพสังคมของเรียน
เช่น หากตัวหลักสูตรต้อการพัฒนาทักษะกี่มีส่วนรวมทางการเรียน
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญก็อาจเน้นหลักสูตรการเรียนรู้ที่มาจากกิจกรรม
เป็นแนวทางแบบพฤติกรรมนิยมหลักสูตรก็อาจใช้รูปแบบการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้
ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และจะได้เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะในด้านต่างๆ
โดยการจัดรูปแบบการสอนนี้ผู้สอนก็ควรเน้นการจัดรูปแบบการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการพัฒนาด้วยตนเอง
หรือถ้าต้องการเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ก็อาจใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนแบบแก้ปัญหา(Problem-Solving
Approach) หรือแบบปัญหาเป็นฐานตัวนี้ก็จะเหมาะกับโรงเรียนที่เน้นพื้นฐานทางด้านวิชาการ
ปรัชญาแบบสารัตถะนิยม โดยเน้นการฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ การฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง
ทั้งนี้หลักที่สำคัญคือ การจัดรูปแบบการสอนก็ควรมีความยืดหยุ่น
สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้เรียน
4.การประเมินผล
เป็นเกณฑ์ต่างๆที่มีขึ้นเพื่อใช้ในการประเมินผล
ชี้วัดความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน
โดยผู้สอนจะสร้างเครื่องมือในการประเมินผลขึ้นมาหรือผู้เรียนอาจจะมีส่วนร่วมในการสร้าง
แนะนำ เครื่องมือในการประเมินผลและผู้เรียนก็ยังมีส่วนร่วมในการใช้เครื่องมือในการประเมินผลนี้ด้วย
ซึ่งเครื่องมือในการประเมินผลก็ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ เนื้อหาสาระ
รูปแบบการจัดการสอน ทั้งนี้ก็เพื่อให้การประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และเมื่อนำมาใช้แล้วบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่เพื่อประกันว่าสามารถวัดความก้าวหน้าของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
เป็นการศึกษาข้อมลขั้นพื้นฐานอันจำเป็นก่อนจะนำหลักสูตรนั้นไปใช้จริง
ซึ่งเราควรคำนึงปัจจัยต่างๆดังนี้
1.การหาข้อมูลโรงเรียน
การศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของโรงเรียนว่า
โรงเรียนตั้งอยู่สถานที่ใด สามารถติดต่อสื่อสารถึงโรงเรียนได้อย่างไรบ้าง
โดยการหาข้อมูล เช่น ที่อยู่ของโรงเรียน เบอร์โทรศัพท์ และ โทรสาร เป็นต้น เช่น
|
โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา เป็นโรงเรียนมัธยม ศึกษาแบบสหศึกษาและเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งอยู่เลขที่ 68 หมู่ 1 ตำบลวังตะกู อำเภอเมือง
จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 0-3424-296 , 0-3428-5041 โทรสาร 0-3425-1026 อีเมล์ esanpt0056@yahoo.com เว็บไซต์ www.swc.ac.th
1.1 ดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน
จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1
ถึงปีที่ 6 มีห้องเรียนพิเศษ EIS 2 ห้อง และห้องเรียนปกติ 64 ห้อง
ตัวอย่างข้อมูลนักเรียนและบุคลากร
มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 2500 กว่าคน มีครูทั้งสิ้น 128
คน
1.2 ข้อมูลอัตลักษณ์ของโรงเรียนเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการดูถึงสิ่งที่โรงเรียนต้องการให้บังเกิดแก่ผู้เรียนทางด้านที่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้
ตัวอย่างอัตลักษณ์โรงเรียน“ตรงเวลา รักษาความสะอาด มารยาทอ่อนน้อม อดออมประหยัด ซื้อสัตย์ กตัญญู
ใฝ่เรียนรู้ สามัคคี มีวินัย รักษ์ความเป็นไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมจิตอาสา”
1.3 วิสัยทัศน์เป็นข้อมูลที่จะช่วยส่งเสริมแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรเพราะจะทำให้คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรทราบว่าโรงเรียนเน้นผู้เรียนให้บรรลุผลในด้านใดเป็นสำคัญ
การพัฒนาหลักสูตรก็ควรสอดคล้องกับแนวทางนั้นๆ
ตัวอย่างวิสัยทัศน์" โรงเรียนศรีวิชัยวิทยาเป็นโรงเรียนชั้นนำ
ด้านคุณธรรม นำความรู้ สู่ความเป็นสากล "
1.4 ศึกษาในพันธกิจของโรงเรียน
เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตัวพันธกิจที่โรงเรียนมุ่งหวังให้เกิดแก่ผู้เรียน
ตัวอย่างพันธกิจของโรงเรียนโรงเรียนศรีวิชัยวิทยา
มีภารกิจในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนี้
1. พัฒนาโรงเรียนเข้าสู่ระบบมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อรองรับการประเมินภายนอก 2. ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงปลูกฝัง ให้นักเรียนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน 3.สนับสนุนและส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นนักเเรียนเป็นสำคัญนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนอย่างคุ้มค่าและน่าสนใจ 4.ส่งเสริมการจัดกิจกรรมของนักเรียนให้มีการรวมกลุ่มกันปฏิบัติจริงฝึกหัดการประกอบอาชีพและหารายได้ระหว่างเรียนเพื่อให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ 5.ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพและพลานามัยโดยการเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้ความรู้ด้านอาหาร,โภชนาการ,เพศศึกษา,การป้องกันโรคเอดส์และสารเสพติด 6.ปลูกฝังให้บุคลากรในโรงเรียนและชุมชนร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเล็งเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาชาวบ้านสามารถนำมาใช้กับวิถีชีวิต ได้อย่างผสมกลมกลืนกับเอกลักษณ์ไทย 7.ส่งเสริมให้บุคลากรในโรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยในโรงเรียนุมชน และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 8.ส่งเสริมให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ทรัพยากรและการเรียนรู้มาใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียน 9.พัฒนาครูและผู้บริหารโรงเรียนให้มีความพร้อมมีวิสัยทัศน์และมีจิตสำนึกของความเป็นครูในการพัฒนาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 10. ส่งเสริมการนำเทคโลยีในการจัดการบริหารระบบเครือข่ายข้อมูลมาใช้ในการบริหารการศึกษา และการจัดการเรียนการสอน
1.5 ศึกษายุทธศาสตร์ของโรงเรียน
เพื่อดูแนวทางที่โรงเรียนต้องการทำให้เกิดขึ้น
ตัวอย่างยุทธศาสตร์
1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพนักเรียน
2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพบุคลากร 3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพวิชาการ 4.ยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการบริหาร 5.ยุทธศาสตร์การพัฒนาอาคารสถานที่และแหล่งเรียนรู้ 6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
2.
ติดต่อประสานงาน การติดต่อประสานงานควรทำต่อ
2.1 ผู้อำนวยการของโรงเรียนดังกล่าว
เพื่อทำความเข้าใจในการนำหลักสูตรไปใช้ และขอความคิดเห็นในการใช้หลักสูตรดังกล่าวว่าเหมาะสมหรือไม่
และ มีข้อควรปรับปรุงอย่างไร
2.2
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เพื่อที่จะชี้แจงว่าจะนำหลักสูตรมาใช้ ในเรื่องใด
นักเรียนช่วงชั้นที่ใช้
ข้อคำแนะนำในการนำหลักสูตรไปใช้ ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่โรงเรียนต้องการหรือไม่พร้อม
2..3 ครูที่ทำการสอนในเนื้อหารายวิชานั้นๆ
เพื่อถามถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเบื้องต้น
สภาพความเข้าใจของผู้เรียนที่มีต่อเนื้อหามาตั้งแต่เดิม และขอคำแนะนำในวันและเวลาที่เหมาะสม
3. เก็บข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับนักเรียน เช่น
ดูข้อมูลส่วนตัวของผู้เรียนว่ามีผลการเรียนโดยรวมอย่างไร
ความถนัดความสนใจและศักยภาพด้านใดที่โดดเด่นและสามารถนำมาประยุกต์ต่อการจัดการเรียนการสอนได้อย่างไรบ้าง
4.ขอใบอนุญาตการนำหลักสูตรไปใช้
เมื่อติดต่อกับโรงเรียนร้อยก็เตรียมการอนุมัติการนำหลักสูตรไปใช้
โดยการติดต่อกับภาควิชาของตนเพื่อขอใบอนุญาตการนำหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียน
5. นำหลักสูตรไปใช้
6.
ประเมินผลการใช้หลักสูตร
-
ให้ครูพี่เลี้ยงประเมิน
7. ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง
|


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น