การพัฒนาหลักสูตร
วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556
ผู้จัดทำ
ผู้จัดทำ
นางสาวจุฑาพร สำเภาแก้ว
รหัสนักศึกษา 06540068
สาขาวิชาสังคมศึกษา
ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
สอบกลางภาควิชาการพัฒนาหลักสูตร ข้อที่ 5
ข้อที่ 5. การประเมินผลการเรียนรู้และการประเมินหลักสูตรมีแนวคิด
วิธีการอย่างไร เพื่อที่จะทราบว่า หลักสูตรนี้บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่กำหนดไว้หรือไม่
การใช้การประเมินผลสรุป (Summative
Evaluation) เป็นการประเมินเมื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือการจัดทำหลักสูตรถูกนำไปใช้และเสร็จสิ้นแล้ว
พิธิยานุวัฒน์ (2528 : 143-144) ได้กล่าวสรุปไว้ว่า การประเมินผลสรุปเป็นการเมินเพื่อประโยชน์ในการศึกษาคุณค่าของโครงการและเพื่อการพิจารณานำลักษณะที่ดีของโครงการไปใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงต่อไป
ในการสรุปข้อมูลที่ได้จากระยะต่างๆ
การประเมินสรุปรวมนั้นส่วนใหญ่จะรวบรวมจากผลของการประเมินความก้าวหน้า ซึ่งผลสรุปที่ได้จะนำไปรายงานว่า
โครงการได้บรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่
อย่างไรตลอดจนรายงานถึงสถานภาพของโครงการว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวเพียงใด
มีปัญหาอุปสรรคใดที่ต้องแก้ไขปรับปรุง
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารโครงการนำไปตัดสินใจว่า
โครงการนั้นควรดำเนินการต่อไปหรือยกเลิก-ยุติโครงการ
ซึ่งสคริเวน
(Scriven. 1967) ได้อธิบายว่า
การประเมินผลสรุปควรเป็นการประเมินภายนอกของตัวโครงการ (External
Evaluation) ในกรณีที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญประเมินความก้าวหน้าและประเมินผลสรุปชุดเดียวกัน
ควรแยกหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละคนออกจากกันโดยเด็ดขาด
และการปรึกษากับบุคคลเหล่านี้ควรเป็นการปรึกษาหารือกันและกัน
โดยเฉพาะผู้ประเมินจากภายนอก และผู้ดำเนินงานของโครงการ
ผู้อำนวยการโครงการควรเป็นผู้ประสานแนวคิดของทั้งสองฝ่ายให้เข้ากันให้ได้
สอบกลางภาควิชาการพัฒนาหลักสูตร ข้อที่ 4
ข้อที่ 4. การนำหลักสูตรไปใช้มีนักการศึกษาใดหรือใครที่เสนอแนะไว้ว่าควรคำนึงถึงปัจจัยใดบ้าง
อย่างไร
โบแชมป์ (Beauchamp,1975:164)
ได้ให้ความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้ว่า
การนำหลักสูตรไปใช้ หมายถึง การนำหลักสูตรไปปฏิบัติ โดยกระบวนการที่สำคัญที่สุด
คือการแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน
การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้ครูได้มีพัฒนาการเรียนการสอน
เขากล่าวว่า สิ่งแรกที่ควรทำคือ การจัดสภาพแดล้อมของโรงเรียน
ครูผู้นำหลักสูตรไปใช้มีหน้าที่แปลงหลักสูตรไปสู่การสอน
โดยใช้หลักสูตรเป็นหลักในการพัฒนากลวิธีการสอน
สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการนำหลักสูตรไปใช้ให้เห็นผลตามเป้าหมาย คือ
ครูผู้สอนควรมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตร ผู้บริหาร ครูใหญ่ต้องเห็นความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ
ฉะนั้นการนำหลักสูตรไปใช้ จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาหลักสูตร
เพราะเป็นการนำอุดมการณ์ จุดหมายของหลักสูตร เนื้อหาวิชา และประสบการณ์การเรียนรู้ที่คัดสรรอย่างดีแล้วไปสู่ผู้เรียน
นักพัฒนาหลักสูตรทุกคนต่างก็ยอมรับความสำคัญของขั้นตอนการนำหลักสูตรไปใช้
ว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าขั้นตอนใดๆทั้งหมด เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของหลักสูตรโดยตรง
หลักสูตรแม้จะสร้างไว้ดีเพียงใดก็ตาม ยังไม่สามารถจะกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่
ถ้าหากว่าการนำหลักสูตรไปใช้ดำเนินไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ดีเพียงพอ
ความล้มเหลวของหลักสูตรจะบังเกิดขั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะฉะนั้นการนำหลักสูตรไปใช้
จึงมีความสำคัญที่บุคคลผู้เกี่ยวข้องในการนำหลักสูตรไปใช้จะต้องทำความเข้าใจกับวิธีการขั้นตอนต่างๆ
เพื่อให้สามารถนำหลักสูตรไปใช้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุดสมความมุ่งหมายทุกประการ สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึง
ก็คือเป้าหมาย นั่นคือใช้กับคนกลุ่มใด ระดับการรับรู้หรือพื้นฐานของเป้าหมายเป็นอย่างไร
เป้าหมายมีพื้นฐานมากพอที่จะรับหลักสูตรนี้มากน้อยเพียงใดรวมไปถึงความสอดคล้องในบริบทแวดล้อมด้วยเพราะทุกอย่างประยุกต์ดัดแปลงได้ตามบริบทแวดล้อม
แต่ต้องไม่ทำให้วัตถุประสงค์ที่มีอยู่เดิมเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนด้วย
สอบกลางภาควิชาการพัฒนาหลักสูตร ข้อที่ 3
ข้อสอบกลางภาควิชา 462 201 การพัฒนาหลักสูตร
ข้อที่ 3.การพัฒนาหลักสูตรมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่าง Model
อธิบายองค์ประกอบแต่ละ Model
และสรุปความเห็นกรณีที่องค์ประกอบในการพัฒนาหลักสูตร หายไปจะเกิดอะไรขึ้น
การพัฒนาหลักสูตรมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1
ขั้นเตรียมข้อมูลพื้นฐาน
- สมาชิกในกลุ่มปรึกษากันในหัวข้อเรื่อง
การเลือกกลุ่มสาระการเรียนรู้ในการจัดทำหลักสูตร
- สมาชิกในกลุ่มเสนอความคิดเห็นในเรื่อง
การเลือกโรงเรียนที่จะนำหลักสูตรไปใช้
- ศึกษาแนวคิดทางด้านปรัชญาการศึกษา
จิตวิทยาการเรียนรู้ สังคมและวัฒนธรรม
เนื้อหาวิชาการ และ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อมากำหนดแนวทางและรูปแบบของหลักสูตรที่จะนำไปใช้
ขั้นที่ 2 ขั้นจัดทำหลักสูตร
- กำหนดเป้าหมายของหลักสูตร
การกำหนดเป้าหมายของหลักสูตรควรอิงพื้นฐานจาก ปรัชญาการศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ สังคมและวัฒนธรรม
เนื้อหาวิชาการ และ
ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมถึงควรให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และหลักสูตรนั้นควรตอบสนองต่อความต้องการและธรรมชาติของผู้เรียน
ที่สำคัญจุดประสงค์ควรให้ครอบคลุมหลักการ 3R และ 7C
-
จัดเตรียมเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยเอื้อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามที่คาดหวังไว้ในจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
- จัดทำโครงสร้างหลักสูตร
เป็นการกำหนดการจัดแผนประสบการณ์หรือการกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียน
ซึงประกอบด้วยจุดประสงค์ เนื้อหาสาระ
กิจกรรมและวิธีวัดและประเมินผลผู้เรียนที่เหมาะสม
- การกำหนดแนวทางการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เป็นการกำหนดวิธีการประเมินผลพร้อมทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินได้ว่าผู้เรียนมีคุณลักษณะตามที่คาดไว้ในจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
ขั้นที่ 3 ขั้นการประสานงาน
-
สมาชิกในกลุ่มดำเนินการประสานงานขออนุญาตนำหลักสูตรไปใช้ที่โรงเรียนต่อ
ผู้อำนวยการของโรงเรียนดังกล่าว
เพื่อทำความเข้าใจในการนำหลักสูตรไปใช้
และขอความคิดเห็นในการใช้หลักสูตรดังกล่าวว่าเหมาะสมหรือไม่ และ
มีข้อควรปรับปรุงอย่างไร
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ
เพื่อที่จะชี้แจงว่าจะนำหลักสูตรมาใช้ ในเรื่องใด นักเรียนช่วงชั้นที่ใช้ ข้อคำแนะนำในการนำหลักสูตรไปใช้
ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่โรงเรียนต้องการหรือไม่พร้อมทั้งสอบถามเรื่องงบประมาณสนับสนุน
ครูที่ทำการสอนในเนื้อหารายวิชานั้นๆ
เพื่อถามถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเบื้องต้น สภาพความเข้าใจของผู้เรียนที่มีต่อเนื้อหามาตั้งแต่เดิม และขอคำแนะนำในวันและเวลาที่เหมาะสม
ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรที่จะนำมาใช้ให้ทางโรงเรียนทราบในประเด็น
สาระการเรียนรู้ที่จะนำไปใช้สอนผู้เรียน
วัน เวลา ที่จะนำหลักสูตรมาใช้ เป็นต้น
-
การจัดทำและส่งหนังสือขออนุญาต เพื่อนำหลักสูตรไปใช้ในวัน เวลาที่กำหนด
ขั้นที่ 4 ขั้นการตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรและปรับแก้ก่อนนำไปใช้
1) ปรึกษาภายในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร เช่นคณะครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง
คนในชุมชน เป็นผู้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
2) ปรึกษาผู้มีความชำนาญในหลักสูตร
โดยอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าที่มีความเข้าใจและความชำนาญทางด้านหลักสูตรโดยตรง
โดยให้ตรวจสอบ ด้านเนื้อหาสาระ ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน
3) ปรึกษารับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ
เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
ขั้นที่ 5 ขั้นการนำหลักสูตรไปใช้
นำหลักสูตรที่ตรวจสอบคุณภาพและแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน
โดยใช้วิธีการต่างๆที่มั่นใจว่ามีการใช้หลักสูตรอย่างเหมาะสม เช่น
วางแผนการสอน จัดการเรียนการสอน
ประเมินผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นต้น
ขั้นที่ 6 ขั้นการประเมินหลักสูตรและการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร
-
การประเมินหลักสูตรทุกขั้นตอนแล้วนำผลจากการประเมินมาพิจารณาร่วมกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
เพื่อตัดสินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรและนำผลการประเมินมาปรับปรุงประสิทธิภาพของหลักสูตร
- เป็นการนำผลการประเมินหลักสูตรมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
ในกรณีผลการประเมินพบข้อบกพร่องหรือปัญหาอุปสรรค
ผู้พัฒนาหลักสูตรจะดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรให้ได้อย่างดีที่สุดและมีความเหมาะสมกับผู้เรียน
แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของTyler
1. มีจุดมุ่งหมายทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนตั้งใจจะก่อให้เกิดแก่ผู้เรียน
การกำหนดจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆเพื่อการวิเคราะห์ปัจจัยคือ
นักเรียน สังคม และเนื้อหาสาระ
โดยจะนำเนื้อหาส่วนนี้มากลั่นกรองเพื่อให้ได้ตัวเนื้อหาที่เป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของหลักสูตร
โดยอาศัยพื้นฐานทางด้านปรัชญาการศึกษาและจิตวิทยาเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบและกำหนดขอบเขตว่าหลักสูตรนั้นตอบสนองผู้เรียนหรือสังคมอย่างไร
โดยในส่วนจุดมุ่งหมายนี้ต้องครอบคลุมหลักการที่คาดหวังว่าจะให้เกิดแก่ผู้เรียน
เช่น ทักษะของคนศตวรรษที่ 21หลักการ 3Rs และ 7Cs เป็นต้น
2. มีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้โดยในขั้นตอนนี้เป็นการเลือกเนื้อหาและกระบวนการจัดประสบการณ์แก่ผู้เรียนโดยต้องตอบสนองต่อจุดมุ่งหมายที่วางไว้
3. จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพ
เป็นการเลือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนที่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย
เช่น การเลือกการใช้สื่อที่เหมาะสม การสอนผู้เรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หรือการสอนแบบเน้นปัญหาเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนวิเคราะห์ เป็นต้น
4. ประเมินผลประสบการณ์อย่างไรจึงจะตัดสินใจได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
สิ่งที่จำเป็นในการประเมินผลที่
Tylerกล่าวไว้จะสรุปการประเมินเป็นด้านๆดังนี้
1.การประเมินตัวหลักสูตร
ว่าได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่และกระบวนการแบบใดที่ทำให้บรรลุหรือตอบสนองต่อการเรียนรู้นั้น
2.การประเมินจากเครื่องมือการประเมินหลักสูตร
ว่ามีความถูกต้อง แม่นยำหรือมีความเป็นปรนัยที่น่าเชื่อถือได้เท่าใด
ซึ่งการประเมินผลนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาผลการเรียนรู้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่มและดูความเหมาะสมเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป
ในกรณีที่องค์ประกอบในการพัฒนาหลักสูตรหายไปจะทำให้ไม่สามารถจัดทำสาระของหลักสูตรที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน
สังคม และประเทศชาติ และนักเรียนไม่มีความรู้ครบ้วนอย่างเป็นระบบ
การศึกษาไร้ประสิทธิภาพไม่สามารถประเมืนผลได้ถูกต้องหรือประเมินได้แต่อยู่ในระดับต่ำ
สอบกลางภาควิชาการพัฒนาหลักสูตร ข้อที่ 2
ข้อสอบกลางภาควิชา 462 201 การพัฒนาหลักสูตร
ข้อที่ 2. ในการพัฒนาหลักสูตรต้องอาศัยพื้นฐานการพัฒนาด้านใดบ้าง
อย่างไร นักศึกษาเห็นว่าเนื้อหาสาระใดมีความสำคัญอย่างยิ่ง
จงนำเสนอแนวคิดถึงความสำคัญ
การพัฒนาหลักสูตรต้องอาศัยพื้นฐานการพัฒนาในด้านปรัชญา ด้านจิตวิทยา
และด้านสังคม ดังนี้
พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านปรัชญา
ปรัชญากับการศึกษามีความสัมพันธ์กันคือ
ปรัชญามุ่งศึกษาของชีวิตและจักรวาลเพื่อหาความจริงอันเป็นที่สุด ส่วนการศึกษามุ่งศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์และวิธีการที่พัฒนามนุษย์ให้มีความเจริญงอกงาม
สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพทั้งปรัชญาและการศึกษามีจุดสนใจร่วมกันอยู่คือ
การจัดการศึกษาต้องอาศัยปรัชญาในการกำหนดจุดมุ่งหมายและหาคำตอบทางการศึกษา
ปรัชญาการศึกษาคือ แนวความคิด หลักการ
และกฎเกณฑ์ ในการกำหนดแนวทางในการจัดการศึกษา
ซึ่งนักการศึกษาได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินการทางการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
นอกจากนี้ปรัชญาการศึกษายังพยายามทำการวิเคราะห์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา
ทำให้สามารถมองเห็นปัญหาของการศึกษาได้อย่างชัดเจน
ปรัชญาการศึกษาจึงเปรียบเหมือนเข็มทิศนำทางให้การศึกษาดำเนินการทางศึกษาอย่างเป็นระบบ
ชัดเจน และสมเหตุสมผล
ด้านความรู้ (Knowledge)
· ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism)มีความเชื่อว่า การศึกษาควรมุ่งพัฒนาความสามารถที่มนุษย์มีอยู่แล้ว
เช่น ความสามารถในการจำ ความสามารถในการคิด ความสามารถที่จะรู้สึก ฯลฯ
การศึกษาควรมุ่งที่จะถ่ายทอดความรู้ที่สั่งสมกันมา ความเชื่อความศรัทธาต่างๆ
ที่ยึดถือกันเป็นอมตะ อบรมมนุษย์ให้มีความคิดเห็น
และความเป็นอยู่สมถะของการเป็นมนุษย์ หลักสูตรจะยึดเนื้อหาวิชาเป็นสำคัญ
เนื้อหาที่เป็นวิชาพื้นฐาน ได้แก่ ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์
และเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวกับศิลปะ ค่านิยม และวัฒนธรรม
· ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (Perenialism)มีควาเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของธรรมชาติมนุษย์คือ
ความสามารถในการใช้เหตุผล
ซึ่งความสามารถในการใช้เหตุผลนี้จะควบคุมอำนาจฝ่ายต่ำของมนุษย์ได้
เพื่อให้มนุษย์บรรลุจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ปรารถนา ดังที่ โรเบิร์ต เอ็มฮัทชินส์
กล่าวว่า การปรับปรุงมนุษย์ หมายถึงการพัฒนาพลังงานเหตุผล
ศีลธรรมและจิตใจอย่างเต็มที่ มนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังเหล่านี้ และมนุษย์ควรพัฒนาพลังงานที่มีอยู่ให้ดีที่สุด
การศึกษาในแนวปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม คือ การจัดประสบการณ์ให้ได้มาซึ่งความรู้
ความคิดที่เป็นสัจธรรม มีคุณธรรมและมีเหตุผล หลักสูตรที่เน้นวิชาทางศิลปะศาสตร์ (Liberal arts) ซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่มคือ
กลุ่มศิลปะทางภาษา (Liberacy arts) ประกอบด้วยไวยากรณ์
วาทศิลป์และตรรกศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องของการอ่าน การฟัง การพูด การเขียน
และการใช้เหตุผล อีกกลุ่มหนึ่งคือ ศิลปะการคำนวณ (Mathematical arts) ประกอบด้วยเลขคณิต วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ดาราศาสตร์ และดนตรี
นอกจากนี้ยังให้ผู้เรียนรู้ผลงาน
อันมีค่าของผู้มีอัจฉริยะในอดีตเพื่อคงความรู้เอาไว้ เช่น ผลงานอมตะทางด้านศิลปะ
วรรณกรรม ดนตรี รวมทั้งผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
ในปัจจุบันได้แก่หลักสูตรของวิชาพื้นฐานทั่วไป (General education) ในระดับอุดมศึกษา
ด้านผู้เรียน (Learner)
· ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวะนิยม (Existentialism)มีแนวคิดว่า การศึกษาคือชีวิต มิใช่เป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิต
หมายความว่า
การที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขจะต้องอาศัยการเข้าใจความหมายของประสบการณ์นิยม ฉะนั้นผู้เรียนจึงควรจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะแก่วัยของเขาและสิ่งที่จัดให้ผู้เรียนเรียนควรจะเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจปัญหาชีวิตและสังคมในปัจจุบัน
และหาทางปรับตัวให้เข้ากับภาวะที่เป็นจริงในปัจจุบัน ปรัชญานี้ต้องการให้ผู้เรียนเรียนจากประสบการณ์ในชีวิตจริง
เป็นประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับสังคม
หลักสูตรจึงครอบคลุมชีวิตประจำวันทุกรูปแบบที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้
ให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมในประสบการณ์การเรียนรู้ทุกรูปแบบ
หลักสูตรจะเน้นวิชาที่เสริมสร้างประสบการณ์ทางสังคม ตลอดจนชีวิตประจำวัน เนื้อหา
ได้แก่ สังคมศึกษา วิชาทางภาษา วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ แต่ความสำคัญของการศึกษา
พิจารณาในแง่ของวิธีการที่นำมาใช้คือ กระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาในบทเรียน
และนำเอากระบวนการแก้ปัญหาไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ด้านสังคม (Society)
· ปรัชญาการศึกษาปฏรูปนิยม (Reconstructionism)ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมมีแนวความคิดว่า
ผู้เรียนมิได้เรียนเพื่อมุ่งพัฒนาตนเองเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องเรียนเพื่อนำความรู้ที่ไปพัฒนาสังคมให้เป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เพราะว่าสังคมขณะนั้นมีปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการเมือง
การศึกษาจึงบทบาทในการเป็นเครื่องมือสร้างสังคมและวัฒนธรรมที่ดีงามขึ้นมาใหม่
เป็นสังคมในอุดมคติ
ที่มีความเพียบพร้อมและจะต้องทำอย่างรีบด่วนเนื้อหาวิชาทีนำมาบรรจุไว้ในหลักสูตรจะเกี่ยวกับปัญหาและสภาพของสังคมเป็นส่วนใหญ่จะเน้นวิชาสังคมศึกษา
เช่น กระบวนการทางสังคมการดำรงชีวิตในสังคม สภาพเศรษฐกิจและการเมือง
วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้มีความเข้าใจในกลไกของสังคม
และสามารถหาแนวทางในการสร้างสังคมขึ้นมาใหม่
พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านจิตวิทยา
ในการจัดทำหลักสูตรนั้น
นักพัฒนาหลักสูตรต้องคำนึงอยู่เสมอว่าต้องพยายามจัดหลักสูตรให้สนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนอย่างแท้จริง
ด้วยการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวผู้เรียนว่าผู้เรียนเป็นใคร
มีความต้องการและความสนใจอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิทยาทั้งสิ้น
ดังนั้นข้อมูลพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาจึงเป็นส่วนสำคัญที่นักพัฒนาหลักสูตรจะละเลยมิได้ในการนำมาวางรากฐานหลักสูตร
เช่น การกำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร การกำหนดเนื้อหาวิชา และการจัดการเรียนรู้
เพื่อให้ได้หลักสูตรที่เหมาะสมที่สุด จิตวิทยาการเรียนรู้จะบอกถึงธรรมชาติของการเรียนรู้
การเกิดการเรียนรู้และปัจจัยทางจิตวิทยาที่ส่งเสริมการเรียนรู้สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแนวความคิดของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้มี
4 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ 1) ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม
Behaviorism 2) ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม Cognitivism 3)
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม Humanism 4) ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม
Constructivism
พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านสังคม
หลักสูตรจะเป็นโครงร่างกำหนดไว้ว่า
จะให้เด็กได้รับประสบการณ์อะไรบ้างจึงจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กและสังคม
หลักสูตรเป็นแนวทางที่จะสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ผู้เรียน นอกจากนี้
หลักสูตรยังเป็นเครื่องชี้ให้เห็นโฉมหน้าของสังคมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
ข้อมูลที่สำคัญที่ควรศึกษาวิเคราะห์เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร คือ
ข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาพทั่วไปของโรงเรียน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับครูในโรงเรียน
จำนวนอาคารสถานที่ และห้องเรียน
อุปกรณ์และสื่อต่างๆ ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณ ความต้องการของครู
ปัญหาที่เกิดจากการใช้หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการพิจารณาว่าโรงเรียนมีความพร้อมหรือไม่
ระดับไหนอย่างไร
เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจว่าจะมีแนวปฏิบัติในการจัดทำหลักสูตรหรือพัฒนาหลักสูตรอย่างไรจึงจะเหมาะสม
กับศักยภาพของโรงเรียนมากที่สุด
นอกจากข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนและสภาพสังคมที่โรงเรียนตั้งอยู่ก็เป็นข้อมูลที่ผู้จัดทำหลักสูตรหรือผู้พัฒนาหลักสูตรจะต้องศึกษา
เช่น สภาพแวดล้อม สภาพภูมิศาสตร์
ที่ตั้งหรือสังคมโดยทั่วไปของผู้ใช้หลักสูตรหรือโรงเรียนนั้นเป็นอย่างไร
การสนับสนุนหรือความร่วมมือของชุมชน สังคมที่มีต่อโรงเรียนเป็นอย่างไร
ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการจัดทำหลักสูตร เช่น การกำหนดวิชาเรียนต่างๆ
เพราะบางรายวิชาสภาพชุมชนและสังคมไม่สามารถเอื้ออำนวยหรือส่งเสริมเท่าที่ควร
การศึกษาก็ไม่บรรลุผล เพราะฉะนั้นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน
ชุมชนและสังคมที่โรงเรียนต่างๆ สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ สามารถค้นคว้าและหาข้อมูลได้จากเอกสารรายงานต่างๆ
การสำรวจ สอบถามและการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ
จะเห็นว่าพื้นทั้ง 3ด้านมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาหลักสูตรด้วยกันทั้งนั้น
การที่จะพัฒนาหลักสูตรขึ้นมานั้นหากเรามีความเข้าใจหรือเน้นที่ด้านใดด้านหนึ่งก็จะเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถตอบสนองต่อผู้เรียนได้
ในการพัฒนาหลักสูตรจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้เราจึงต้องมีความเข้าใจทั้ง
3 ด้านอย่างชัดเจน
สอบกลางภาควิชาการพัฒนาหลักสูตร ข้อที่ 1
ข้อสอบกลางภาควิชา 462 201 การพัฒนาหลักสูตร
ข้อที่ 1. เมื่อมีความจำเป็นในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
นักศึกษาจงนำเสนอ แนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่มีรายละเอียดข้อมูล ประกอบแผนภูมิ
ตามประเด็นต่างๆ
โดยเขียนอธิบายในลักษณะกระบวนการปฏิบัติงานกลุ่มในการเรียนรู้วิชานี้ ดังต่อไปนี้
1.1)
คณะกรรมการ
พัฒนาหลักสูตร โดยระบุบทบาทหน้าที่ และขอบข่ายการปฏิบัติงาน
คำตอบคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
ควรมาจากผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพโรงเรียน
สภาพของผู้เรียน และสภาพสังคม ซึ่งบุคคลนั้นต้องเป็นบุคคลที่มาจากหลายฝ่ายด้วยกัน
เช่น นักการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร ครูผู้สอนนักเรียน ผู้ปกครองชุมชน
และนักพัฒนาหลักสูตร เพื่อที่จะทำให้ได้หลักสูตรที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนมากที่สุดโดยคณะกรรมการหลักสูตรจะต้องทำความเข้าใจในประเด็นดังนี้
1.โรงเรียนจะเป็นเลิศด้านใดบ้าง
มีวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายอย่างไร
2.หลักสูตรสถานศึกษาเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด
3.จัดการศึกษาตามแนวคิดใด
4.ประเมินการเรียนรู้อย่างไร
โดยมีขอบข่ายทางการศึกษาในประเด็น
ดังนี้
1.การศึกษาสภาพและความต้องการของท้องถิ่น
2.การศึกษาสภาพและความต้องการของผู้เรียน
3.การศึกษาศักยภาพของโรงเรียน
4. ศึกษาหลักสูตรแม่บท
โดยคณะกรรมการหลักสูตรนั้นจะประกอบด้วยคณะกรรมการแต่ละด้านโดยเน้นว่าแต่ละคณะกรรมการต้องทำงานควบคู่กันไป
ดังนี้
คณะกรรมการอำนวยการ
เป็นผู้นำทีมในการพัฒนาหลักสูตรจะมีหน้าที่ในการศึกษาสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรทั้งในด้าน
สังคม จิตวิทยา และ
ปรัชญาโดยมีบทบาทในพัฒนาหลักสูตรประสานองค์ความรู้และประสานความคิดทั้ง 3 ด้านให้เป็นหนึ่งเดียวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ดังนี้
1)
เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางด้านสังคม จิตวิทยา ปรัชญา
มาบรรจุในหลักสูตรอย่างสอดคล้องกัน
2)
ทำหน้าที่ในการดูแลและติดตามการทำงานของคณะกรรมการแต่ละชุด
3) เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาหลักสูตรของคณะกรรมการแต่ละชุดและทำหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร
4)
คณะกรรมการอำนวยการนั้นมีหน้าที่ในการปรึกษาหารือกับสมาชิกในกลุ่มชี้แจ้งถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละชุดว่ามีหน้าที่อะไรบ้างและมีแนวทางการดำเนินหน้าที่นั้นๆให้บรรลุผลอย่างไร
โดยแบ่งเป็นแต่ละฝ่ายดังนี้
1.คณะกรรมการสังคม
ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมของผู้เรียนเพื่อเป็นการปรับปรุงและเพิ่มเติมในส่งที่ผู้เรียนขาดโดยทั่วไปสังคมไทยนั้นมีสังคมอยู่ 2 แบบ คือ สังคมชนบทที่มักจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมและสังคมในเมืองที่มักจะประกอบอาชีพอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสังคมร่มไม้ที่จะกำหนดหลักสูตรอย่างไรให้สอดคล้องกับสังคมของผู้เรียนอันจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนได้ดีมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่คณะกรรมการสังคมจะต้องทราบ
โครงสร้างทางสังคมผู้เรียนที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับธรรมชาติมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตัวหลักสูตรอาจจะเน้นการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว
เป็นต้น
ในส่วนผู้เรียนที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมถ้าเป็นหลักสูตรที่เน้นตัววิชาการให้โรงเรียนเป็นรากฐานทางวิชาการก็อาจจะฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์อาจจะใช้จากสภาพปัญหาที่พบในสังคมก็เป็นได้
ค่านิยมในสังคม
เนื่องจากการศึกษาเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมดังนั้นค่านิยมที่มาเหมาะสม
ดังเช่น ค่านิยมในความเฉื่อยชา การถือฐานุรูป การถือความสัมพันธ์ส่วนตัว
อำนาจและความใจเย็น ค่านิยมเหล่านี้ก็ควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยและการปรับเปลี่ยนในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น
ธรรมชาติของคนไทยในสังคม
ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคม ดังนี้
-
การยึดมั่นตัวบุคคลมากกว่าหลักการและเหตุผล
-
ยกย่องผู้ที่มีความรู้หรือได้รับการศึกษาสูง
- เคารพและคล้อยตามผู้มีวัยวุฒิสูง
-
รักความอิสระและการทำงานตามลำพัง
-
มีลักษณะไม่กระตือรือร้น
เน้นว่าการพัฒนาหลักสูตร
ควรคำนึงถึงลักษณะธรรมชาติ บุคลิกของคนในสังคม
โดยพิจารณาว่าลักษณะใดควรจะคงไว้หรือปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
เพราะตัวหลักสูตรเองก็จะเป็นแนวทางการสร้างลักษณะสังคมในอนาคต
การชี้นำสังคมในอนาคต
ตัวหลักสูตรควรมีการชี้นำสังคมไทยในอนาคตด้วยเพื่อสามารถนำไปใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสังคมในแบบที่ต้องการและเหมาะสมกับผู้เรียนโดยอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน นักวิชาการท้องถิ่น เป็นต้น
บทบาทของคณะกรรมการสังคม
1. ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ
สอบถามนักเรียนถึงสภาพความเป็นอยู่ทางสังคม โดยใช้เครื่องมือเช่น การสอบถามทางตรง
การดูจากสมุดประจำตัวผู้เรียน
2. เขียนถึงรูปแบบที่จะใช้ในการพัฒนาหลักสูตรว่าควรใช้รูปแบบใดทั้งนี้รูปแบบนั้นควรมีความหลากหลายและตอบสนองต่อผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
3. ตรวจสอบหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพสังคม
4.
นำหลักสูตรไปให้คณะกรรมการแต่ละชุดตรวจสอบให้สอดคล้องกัน
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสังคม
1. ประสานงานกับครูประจำชั้นในการถามถึงรายละเอียดทางด้านสังคมของผู้เรียนโดยดูจากสมุดประจำตัว
การสอบถามจากผู้เรียนหรือผู้ปกครองโดยตรง
2. หลังจากที่ได้ประมวลถึงสภาพสังคมแล้วก็นำมาเป็นแนวทางในการเขียนหลักสูตรให้สอดคล้องกับผู้เรียน
เช่น ผู้เรียนในสังคมเกษตรกรรม
ก็เน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในท้องถิ่นกับปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เรียนสังคมอุตสาหกรรม
เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ และทักษะทางวิชาการ เป็นต้น
3. ตรวจสอบการพัฒนาหลักสูตรภายในคณะกรรมการสังคมร่มไม้และคณะกรรมการแต่ละชุดเพื่อนำมาแก้ไขต่อไป
2.คณะกรรมการทางด้านจิตวิทยา
กระบวนการทางด้านจิตวิทยาต่อการพัฒนาหลักสูตรว่าจะดำเนินงานเน้นผู้เรียนทางด้านใดเพื่อให้เข้ากับธรรมชาติของผู้เรียนและการจัดหลักสูตรที่เหมาะสม
โดยต้องอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ทั้ง 3 กลุ่ม คือกลุ่มพฤติกรรมนิยม
กลุ่มปัญญานิยม กลุ่มมนุษยนิยม เป็นต้น
สิ่งที่คณะกรรมการจิตวิทยาจะต้องทราบ
1.วุฒิภาวะ วุฒิภาวะประกอบด้วยวุฒิภาวะทางด้านร่างกาย
วุฒิภาวะทางด้านจิตใจโดยทั้งสองด้านนี้ต้องพัฒนาควบคู่กันไป
2.การเรียนรู้
การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์
ซึ่งการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ จากการเรียนรู้ทำให้เราสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆในชีวิตและระเบียบแบบแผนของสังคมทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
บทบาทของคณะกรรมการจิตวิทยา
1.ดำเนินการศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยา
2.กำหนดแนวทางของหลักสูตรด้านจิตวิทยาโดยอิงกับคณะกรรมการทุกๆด้าน
3.นำรูปแบบทางด้านจิตวิทยาที่พัฒนาร่วมกันไปปรึกษาคณะกรรมการแต่ละชุด
พร้อมทั้งปรึกษาผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ
4.กำหนดรูปแบบ
กิจกรรมแนวทางการสนับสนุนให้แนวคิดทางจิตวิทยาบรรลุผล
5.ดำเนินการตรวจสอบ
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจิตวิทยา
1.ศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยาต่างๆและนำมาอิงกับหลักสูตรที่เราจะพัฒนาโดยในการนี้ควรมีการทำงานเป็นกระบวนการคิดเลือกแนวคิดทางจิตวิทยาที่เหมาะสมที่สุด
2.ศึกษาสภาพสังคมของผู้เรียนว่ามีสภาพสังคมเป็นแบบใดแล้วนำมาพัฒนาในหลักสูตรต่อไป
เช่น โรงเรียนที่มีสภาพสังคมเป็นรากฐานแห่งปัญญาชุมชน มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นบุคลากรที่มาพัฒนาสังคมต่อไป
ก็อาจจะเป็นหลักสูตรที่เน้นใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาสาขา ปัญญานิยม
3.กำหนดรูปแบบแนวทางการใช้หลักสูตร
กำหนดกิจกรรมให้รองรับกับกับแนวคิดทางจิตวิทยา
4.การตรวจสอบคุณภาพทางด้านจิตวิทยาโดยคณะกรรมการแต่ละชุดและผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
5.หากแนวคิดมีความเหมาะสมก็ดำเนินการามาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรแต่ถ้าหากยังไม่เหมมะสมก็นำมาแก้ไขปรับปรุงต่อไป
3.คณะกรรมการปรัชญา
ปรัชญามีส่วนสำคัญต่อการสร้างหรือการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาหลักสูตรต้องใช้ปรัชญาในการช่วยกำหนดจุดประสงค์ในการจัดหลักสูตรการสอนสำหรับผู้เรียนโดยคณะกรรมการก็ควรที่จะศึกษาถึงความต้องการของโรงเรียน
สภาพทางสังคม จิตวิทยา วิชาการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วย
บทบาทของคณะกรรมการปรัชญา
1.ทำการปรึกษาหารือในแนวทางที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
2.ศึกษาข้อมูลทางด้านปรัชญาการศึกษา
3.เขียนแนวทางการพัฒนาหลักสูตรทางด้านปรัชญาการศึกษา
4.ตรวจสอบรวมกันพร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสม
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการปรัชญา
1.ภายในคณะกรรมการการพัฒนาหลักสูตรควรศึกษาถึงความเหมาะสมทางด้านต่างๆที่จะนำมาใช้ในการเลือกปรัชญาการศึกษาโดยต้องให้สอดคล้องกับสภาพสังคมของผู้เรียนและโรงเรียน
รวมถึงด้านจิตวิทยา ด้านวิชาการ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.ศึกษาข้อมูลทางด้านปรัชญาการศึกษาที่เลือกให้เหมาะสมกับการที่จะนำมาพัฒนาหลักสูตร
3.กำหนดทิศทางการสร้างหลักสูตรการศึกษาโดยอิงกับปรัชญาการศึกษาที่เลือกไว้
ทั้งนี้ควรกำหนดถึงรูปแบบการสอน กิจกรรม และ
สื่อที่เลือกมาใช้ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
4.ทำการตรวจสอบโดยกระบวนการกลุ่มเพื่อนำมาสู่ปรัชญาการศึกษาที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนคณะกรรมการปฏิบัติงาน
คณะกรรมการปฏิบัติงานจะเป็นผู้ทำให้หลักสูตรเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นโดยคณะกรรมการปฏิบัติงานมีดังนี้
1.คณะกรรมการทางด้านวิชาการ
ทำหน้าที่ในการศึกษาข้อมูลในรายวิชาเหล่านั้นและจับข้อมูลทางด้าน สังคม จิตวิทยา
ปรัชญาลงในเนื้อหารายวิชาอีกซึ่งควรคำนึงธรรมชาติของผู้เรียน
ความต้องการและความสนใจโดยอิงกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
2.คณะกรรมการวิทยา-ไอซีทีก้าวไกล เมื่อได้เนื้อหาวิชาที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนแล้ว
ขั้นตอนต่อไปก็คือ
การนำเทคโนโลยีหรือสื่อมาใช้ในการเชื่อมโยงความรู้ไปสู่ตัวผู้เรียน
โดยสื่อที่นำมาใช้ต้องมีความเหมาะสมแก่ตัวผู้เรียนและความสามารถในการจัดหาของโรงเรียน
โดยอาศัยสิ่งที่มีอยู่มาสร้างสรรค์ให้เหมาะสมและต้องคำนึงถึงการที่จะนำไปใช้ได้จริง
จากรูปภาพ : กระบวนการพัฒนาหลักสูตรจะต้องเป็นกระบวนการการทำงานเป็นทีมมีกระบวนการร่วมกันซึ่งจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปมิได้เพื่อที่จะให้หลักสูตรเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนและสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
1.2) แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนหรือสถานศึกษา
เป็นหลักสูตรที่กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่ในกาจัดทำสาระของหลักสูตรที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน
สังคม และประเทศชาติ
โดยแบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรมีทั้งของนักวิชาการของไทยและต่างประเทศ ในที่นี้
ขอยกตัวอย่างของ Tylerดังนี้
มีจุดมุ่งหมายทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนตั้งใจจะก่อให้เกิดแก่ผู้เรียน การกำหนดจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆเพื่อการวิเคราะห์ปัจจัยคือ
นักเรียน สังคม และเนื้อหาสาระ
โดยจะนำเนื้อหาส่วนนี้มากลั่นกรองเพื่อให้ได้ตัวเนื้อหาที่เป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของหลักสูตร
โดยอาศัยพื้นฐานทางด้านปรัชญาการศึกษาและจิตวิทยาเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบและกำหนดขอบเขตว่าหลักสูตรนั้นตอบสนองผู้เรียนหรือสังคมอย่างไร
โดยในส่วนจุดมุ่งหมายนี้ต้องครอบคลุมหลักการที่คาดหวังว่าจะให้เกิดแก่ผู้เรียน
เช่น ทักษะของคนศตวรรษที่ 21หลักการ 3Rs และ 7Cs เป็นต้น
มีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้โดยในขั้นตอนนี้เป็นการเลือกเนื้อหาและกระบวนการจัดประสบการณ์แก่ผู้เรียนโดยต้องตอบสนองต่อจุดมุ่งหมายที่วางไว้
จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพ
เป็นการเลือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนที่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย
เช่น การเลือกการใช้สื่อที่เหมาะสม การสอนผู้เรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หรือการสอนแบบเน้นปัญหาเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนวิเคราะห์ เป็นต้น
ประเมินผลประสบการณ์อย่างไรจึงจะตัดสินใจได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
สิ่งที่จำเป็นในการประเมินผลที่
Tylerกล่าวไว้จะสรุปการประเมินเป็นด้านๆดังนี้
1.การประเมินตัวหลักสูตร
ว่าได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่และกระบวนการแบบใดที่ทำให้บรรลุหรือตอบสนองต่อการเรียนรู้นั้น
2.การประเมินจากเครื่องมือการประเมินหลักสูตร
ว่ามีความถูกต้อง แม่นยำหรือมีความเป็นปรนัยที่น่าเชื่อถือได้เท่าใด
ซึ่งการประเมินผลนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาผลการเรียนรู้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่มและดูความเหมาะสมเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป
1.3) การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
เป็นการตรวจสอบหลักสูตรเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง
ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบการใช้งานอย่างเป็นระบบมีการประชุมปรึกษางานกับผู้เชี่ยวชาญ
บุคลากรภายในที่พัฒนาหลักสูตร บุคลากรภายในสถานศึกษา
เพื่อตรวจสอบว่าองค์ประกอบต่างๆของหลักสูตร เช่นจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการสอน
คาบเวลาเรียน วิธีการวัดและประเมินผล มีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร
วัสดุหลักสูตร เช่น แผนการสอน สื่อการเรียนการสอนต่างๆ
มีความสอดคล้องกับหลักสูตรหรือไม่
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรในการตรวจดูองค์ประกอบดังกล่าว
บุคคลที่สามารถให้คำปรึกษาในการพัฒนาหลักสูตร
เช่น
1. ปรึกษาภายในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
เป็นกลุ่มบุคคลที่พัฒนาหลักสูตรขึ้นมา เช่น คณะครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง
คนในชุมชน เป็นผู้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
2. ปรึกษาผู้มีความชำนาญในหลักสูตร โดยอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าที่มีความเข้าใจและความชำนาญทางด้านหลักสูตรโดยตรง โดยให้ตรวจสอบ ด้านเนื้อหาสาระ ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน
3. ปรึกษารับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
2. ปรึกษาผู้มีความชำนาญในหลักสูตร โดยอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าที่มีความเข้าใจและความชำนาญทางด้านหลักสูตรโดยตรง โดยให้ตรวจสอบ ด้านเนื้อหาสาระ ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน
3. ปรึกษารับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
โดยการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
มีวิธีการดังต่อไปนี้ คือ
1.จุดประสงค์ของหลักสูตร
จุดประสงค์ หมายถึง
สิ่งที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนบรรลุผลหลังจากที่เรียนรายวิชานั้นๆแล้ว ทั้งนี้ควรศึกษาจากสภาพปัญหา
ความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่นและตรวจสอบดูว่าหลักสูตรที่พัฒนาออกมานั้นเน้นความต้องการทางด้านใดเป็นสำคัญและมีความสอดคล้องกันในประเด็น
พื้นฐานทั้ง 5 ด้าน คือ ปรัชญาทางการศึกษา, พื้นฐานทางด้านจิตวิทยา,
พื้นฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม, พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ
การเมือง การปกครอง และพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือไม่
พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะอย่างเหมาะสม
2.เนื้อหาสาระ
เป็นการตรวจสอบว่าเนื้อหาสาระนั้นมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของงหลักสูตรหรือไม่
และครอบคลุมส่วนที่เป็นความรู้และทักษะที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนอย่างไร
ทั้งนี้ตัวหลักสูตรจะเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องได้การรับเรียนรู้
ซึงควรมีความต่อเนื่องกับความรู้เดิมของผู้เรียน เนื้อหาควรเรียงลำดับอย่างชัดเจน
โดยต้องสอดคล้องกับอายุ ระดับชั้นของผู้เรียน มีการกำหนดระยะเวลาในการเรียนอย่างเหมาะสมให้สอนไดครบถ้วนตามคาบเวลา
และได้รับการถ่ายทอดจากผู้สอนควรคำนึงถึงลักษณะพื้นฐาน ความสนใจ
ความต้องการ ความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้เนื้อหานั้นควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม
3.การจัดรูปแบบการสอน
ควรกำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยพิจารณาจากจุดประสงค์แต่ละข้อ
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนหรือ
การจัดกิจกรรมไม่ควรมากหรือน้อยจนเกินไปและมีวิธีการจัดรูปแบบการสอนที่หลากหลาย
เพื่อให้เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน เช่น
การจัดรูปแบบการสอนโดยเน้นการใช้สื่อ
โสตทัศนวัสดุต่างๆ
เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นการจัดกิจกรรมที่เน้นใช้สื่อดังกล่าวควรคำนึงถึงความเหมาะสมในเนื้อหารายวิชาที่จะสอนการเรียนรู้ของผู้เรียน
รวมถึงความคุ้มค่าที่จะได้รับ
การจัดรูปแบบการสอนโดยเน้นกิจกรรม
เป็นการจัดรูปแบบที่เน้นให้ผู้เรียนได้คิดและได้ทำได้เปลี่ยนพฤติกรรมทางการเรียน
ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียน เกิดความสนใจไม่เบื่อหน่าย
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนนั้นควรคำนึงถึงตัวหลักสูตรว่าจะต้องการพัฒนาด้านใดเป็นสำคัญโดยเน้นให้สอดคล้องกับสภาพสังคมของเรียน
เช่น หากตัวหลักสูตรต้อการพัฒนาทักษะกี่มีส่วนรวมทางการเรียน
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญก็อาจเน้นหลักสูตรการเรียนรู้ที่มาจากกิจกรรม
เป็นแนวทางแบบพฤติกรรมนิยมหลักสูตรก็อาจใช้รูปแบบการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้
ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และจะได้เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะในด้านต่างๆ
โดยการจัดรูปแบบการสอนนี้ผู้สอนก็ควรเน้นการจัดรูปแบบการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการพัฒนาด้วยตนเอง
หรือถ้าต้องการเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ก็อาจใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนแบบแก้ปัญหา(Problem-Solving
Approach) หรือแบบปัญหาเป็นฐานตัวนี้ก็จะเหมาะกับโรงเรียนที่เน้นพื้นฐานทางด้านวิชาการ
ปรัชญาแบบสารัตถะนิยม โดยเน้นการฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ การฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง
ทั้งนี้หลักที่สำคัญคือ การจัดรูปแบบการสอนก็ควรมีความยืดหยุ่น
สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้เรียน
4.การประเมินผล
เป็นเกณฑ์ต่างๆที่มีขึ้นเพื่อใช้ในการประเมินผล
ชี้วัดความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน
โดยผู้สอนจะสร้างเครื่องมือในการประเมินผลขึ้นมาหรือผู้เรียนอาจจะมีส่วนร่วมในการสร้าง
แนะนำ เครื่องมือในการประเมินผลและผู้เรียนก็ยังมีส่วนร่วมในการใช้เครื่องมือในการประเมินผลนี้ด้วย
ซึ่งเครื่องมือในการประเมินผลก็ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ เนื้อหาสาระ
รูปแบบการจัดการสอน ทั้งนี้ก็เพื่อให้การประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และเมื่อนำมาใช้แล้วบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่เพื่อประกันว่าสามารถวัดความก้าวหน้าของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
เป็นการศึกษาข้อมลขั้นพื้นฐานอันจำเป็นก่อนจะนำหลักสูตรนั้นไปใช้จริง
ซึ่งเราควรคำนึงปัจจัยต่างๆดังนี้
1.การหาข้อมูลโรงเรียน
การศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของโรงเรียนว่า
โรงเรียนตั้งอยู่สถานที่ใด สามารถติดต่อสื่อสารถึงโรงเรียนได้อย่างไรบ้าง
โดยการหาข้อมูล เช่น ที่อยู่ของโรงเรียน เบอร์โทรศัพท์ และ โทรสาร เป็นต้น เช่น
|
โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา เป็นโรงเรียนมัธยม ศึกษาแบบสหศึกษาและเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งอยู่เลขที่ 68 หมู่ 1 ตำบลวังตะกู อำเภอเมือง
จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 0-3424-296 , 0-3428-5041 โทรสาร 0-3425-1026 อีเมล์ esanpt0056@yahoo.com เว็บไซต์ www.swc.ac.th
1.1 ดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน
จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1
ถึงปีที่ 6 มีห้องเรียนพิเศษ EIS 2 ห้อง และห้องเรียนปกติ 64 ห้อง
ตัวอย่างข้อมูลนักเรียนและบุคลากร
มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 2500 กว่าคน มีครูทั้งสิ้น 128
คน
1.2 ข้อมูลอัตลักษณ์ของโรงเรียนเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการดูถึงสิ่งที่โรงเรียนต้องการให้บังเกิดแก่ผู้เรียนทางด้านที่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้
ตัวอย่างอัตลักษณ์โรงเรียน“ตรงเวลา รักษาความสะอาด มารยาทอ่อนน้อม อดออมประหยัด ซื้อสัตย์ กตัญญู
ใฝ่เรียนรู้ สามัคคี มีวินัย รักษ์ความเป็นไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมจิตอาสา”
1.3 วิสัยทัศน์เป็นข้อมูลที่จะช่วยส่งเสริมแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรเพราะจะทำให้คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรทราบว่าโรงเรียนเน้นผู้เรียนให้บรรลุผลในด้านใดเป็นสำคัญ
การพัฒนาหลักสูตรก็ควรสอดคล้องกับแนวทางนั้นๆ
ตัวอย่างวิสัยทัศน์" โรงเรียนศรีวิชัยวิทยาเป็นโรงเรียนชั้นนำ
ด้านคุณธรรม นำความรู้ สู่ความเป็นสากล "
1.4 ศึกษาในพันธกิจของโรงเรียน
เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตัวพันธกิจที่โรงเรียนมุ่งหวังให้เกิดแก่ผู้เรียน
ตัวอย่างพันธกิจของโรงเรียนโรงเรียนศรีวิชัยวิทยา
มีภารกิจในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนี้
1. พัฒนาโรงเรียนเข้าสู่ระบบมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อรองรับการประเมินภายนอก 2. ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงปลูกฝัง ให้นักเรียนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน 3.สนับสนุนและส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นนักเเรียนเป็นสำคัญนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนอย่างคุ้มค่าและน่าสนใจ 4.ส่งเสริมการจัดกิจกรรมของนักเรียนให้มีการรวมกลุ่มกันปฏิบัติจริงฝึกหัดการประกอบอาชีพและหารายได้ระหว่างเรียนเพื่อให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ 5.ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพและพลานามัยโดยการเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้ความรู้ด้านอาหาร,โภชนาการ,เพศศึกษา,การป้องกันโรคเอดส์และสารเสพติด 6.ปลูกฝังให้บุคลากรในโรงเรียนและชุมชนร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเล็งเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาชาวบ้านสามารถนำมาใช้กับวิถีชีวิต ได้อย่างผสมกลมกลืนกับเอกลักษณ์ไทย 7.ส่งเสริมให้บุคลากรในโรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยในโรงเรียนุมชน และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 8.ส่งเสริมให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ทรัพยากรและการเรียนรู้มาใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียน 9.พัฒนาครูและผู้บริหารโรงเรียนให้มีความพร้อมมีวิสัยทัศน์และมีจิตสำนึกของความเป็นครูในการพัฒนาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 10. ส่งเสริมการนำเทคโลยีในการจัดการบริหารระบบเครือข่ายข้อมูลมาใช้ในการบริหารการศึกษา และการจัดการเรียนการสอน
1.5 ศึกษายุทธศาสตร์ของโรงเรียน
เพื่อดูแนวทางที่โรงเรียนต้องการทำให้เกิดขึ้น
ตัวอย่างยุทธศาสตร์
1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพนักเรียน
2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพบุคลากร 3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพวิชาการ 4.ยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการบริหาร 5.ยุทธศาสตร์การพัฒนาอาคารสถานที่และแหล่งเรียนรู้ 6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
2.
ติดต่อประสานงาน การติดต่อประสานงานควรทำต่อ
2.1 ผู้อำนวยการของโรงเรียนดังกล่าว
เพื่อทำความเข้าใจในการนำหลักสูตรไปใช้ และขอความคิดเห็นในการใช้หลักสูตรดังกล่าวว่าเหมาะสมหรือไม่
และ มีข้อควรปรับปรุงอย่างไร
2.2
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เพื่อที่จะชี้แจงว่าจะนำหลักสูตรมาใช้ ในเรื่องใด
นักเรียนช่วงชั้นที่ใช้
ข้อคำแนะนำในการนำหลักสูตรไปใช้ ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่โรงเรียนต้องการหรือไม่พร้อม
2..3 ครูที่ทำการสอนในเนื้อหารายวิชานั้นๆ
เพื่อถามถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเบื้องต้น
สภาพความเข้าใจของผู้เรียนที่มีต่อเนื้อหามาตั้งแต่เดิม และขอคำแนะนำในวันและเวลาที่เหมาะสม
3. เก็บข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับนักเรียน เช่น
ดูข้อมูลส่วนตัวของผู้เรียนว่ามีผลการเรียนโดยรวมอย่างไร
ความถนัดความสนใจและศักยภาพด้านใดที่โดดเด่นและสามารถนำมาประยุกต์ต่อการจัดการเรียนการสอนได้อย่างไรบ้าง
4.ขอใบอนุญาตการนำหลักสูตรไปใช้
เมื่อติดต่อกับโรงเรียนร้อยก็เตรียมการอนุมัติการนำหลักสูตรไปใช้
โดยการติดต่อกับภาควิชาของตนเพื่อขอใบอนุญาตการนำหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียน
5. นำหลักสูตรไปใช้
6.
ประเมินผลการใช้หลักสูตร
-
ให้ครูพี่เลี้ยงประเมิน
7. ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง
|
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



